ปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน
กลุ่มสาระ:
07_การงานฯ (การงานฯ,เทคโนฯ)
ระดับชั้น: ประถมศึกษาปีที่ 6
 


ปุ๋ย

    ปุ๋ย หมายถึง สารหรือสิ่งซึ่งเราใส่ลงไปในดิน เพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืชโดยเฉพาะไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่พืชยังขาดอยู่ให้ได้รับอย่างเพียงพอ พืชสามารถเจริญเติบโตงอกงามดีและให้ผลิตผลสูงขึ้น โดยทั่วไปปุ๋ยแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์

1. ปุ๋ยอินทรีย์

    ปุ๋ยพวกนี้ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิดซึ่งเป็นพวกอินทรียสาร

- ปุ๋ยคอก ที่สำคัญได้แก่ ขี้หมู ขี้เป็ด ขี้ไก่ ฯลฯ เป็นปุ๋ยคอกที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในสวนผักและสวนผลไม้ ปุ๋ยคอกช่วยปรับปรุงดินให้โปร่งและร่วนซุย ทำให้การเตรียมดินง่าย ต้นกล้าเจริญเติบโตเร็วทำให้มีโอกาสรอดได้มาก

    ปุ๋ยขี้ไก่และขี้เป็ด จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้หมู และขี้หมูจะปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้วัว และขี้ควาย ปุ๋ยคอกใหม่ๆ จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยคอกที่เก่าและเก็บไว้นาน ทั้งนี้เนื่องจากส่วนของปุ๋ยที่ละลายได้ง่ายจะถูกชะล้างออกไปหมด บางส่วนจะกลายเป็นก๊าซสูญหายไป ดังนั้นการเก็บรักษาปุ๋ยคอกอย่างระมัดระวังก่อนนำไปใช้  เพื่อช่วยรักษาคุณค่าของปุ๋ยคอกไม่ให้เสื่อมคุณค่าอย่างรวดเร็ว

     การเก็บรักษาปุ๋ยคอกอาจทำได้ เช่น นำมากองรวมกันเป็นรูปฝาชี แล้วอัดให้แน่น ถ้าอยู่ภายใต้หลังคาก็ยิ่งดี ถ้าอยู่กลางแจ้งควรหาจากหรือทางมะพร้าวคลุมไว้ด้วยก็จะดี ปุ๋ยคอกที่ได้มาใหม่ๆ และยังสดอยู่ถ้าจะใส่ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตชนิดธรรมดา (20% P O ) ลงไปด้วยสักเล็กน้อยก็จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียไนโตรเจนโดยการระเหิดกลายเป็นก๊าซได้เป็นอย่างดี
     ถ้าเลี้ยงสัตว์อยู่ในคอกควรใช้แกลบ ขี้เลื่อยหรือฟางข้าวรองพื้นคอกให้ดูดซับปุ๋ยไว้ เมื่อฟางข้าวอิ่มตัวด้วยปุ๋ยก็รองเพิ่มเป็นชั้นๆ เมื่อสะสมไว้มากพอก็ลอกเอาไปกองเก็บไว้
     อัตราปุ๋ยคอกที่ใช้นั้นไม่เคร่งครัดเหมือนกับปุ๋ยเคมี ปกติแนะนำให้ใส่อัตรา 1-4 ตันต่อไร่ โดยใส่ค่อนข้างมากในดินเหนียวจัดหรือดินทรายจัด หลังจากใส่ปุ๋ยคอกแล้วถ้ามีการไถหรือพรวนดินกลบลงไปในดิน ก็จะช่วยให้ปุ๋ยเป็นประโยชน์แก่พืชได้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

- ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพวกนี้ได้จากการหมักเศษพืช เช่น หญ้าแห้ง ใบไม้ ฟางข้าว ฯลฯ ให้เน่าเปื่อยเสียก่อน แล้วจึงนำไปใส่ในดินเพื่อให้เป็นปุ๋ย
     ปุ๋ยหมักสามารถทำเองได้โดยการกองสุมเศษพืชให้สูงขึ้นจากพื้นดิน 30-40 ซม. แล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม ต่อเศษพืชหนัก 1,000 กิโลกรัม
    จากนั้นกองเศษพืชซ้อนทับลงไปอีก แล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมี ทำเช่นนี้เรื่อยไปเป็นชั้นๆ จนสูงประมาณ 1.5 เมตร โดยรดน้ำแต่ละชั้นเพื่อให้มีความชุ่มชื้น และเป็นการทำให้มีการเน่าเปื่อยได้เร็วขึ้น
     กองปุ๋ยหมักนี้ทิ้งไว้ 3-4 สัปดาห์ แล้วทำการกลับกองปุ๋ยครั้งหนึ่ง ถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปก็รดน้ำ ทำเช่นนี้ 3-4 ครั้ง เศษพืชก็จะเน่าเปื่อยเป็นอย่างดีและมีสภาพเป็นปุ๋ยหมัก นำไปใช้ใส่ดินเป็นปุ๋ยให้กับพืชที่ปลูกได้ ปุ๋ยหมักจะช่วยปรับปรุงดินให้มีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ดีขึ้นและปลูกพืชเจริญงอกงามดีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพืชผักสวนครัว และไม้ดอกไม้ประดับ

- ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการปลูกพืชบำรุงดิน ได้แก่ พืชตระกูลถั่วต่างๆ แล้วทำการไถกลบเมื่อพืชเจริญเติบโตมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังออกดอก
     พืชตระกูลถั่วที่ควรใช้เป็นปุ๋ยพืชสดควรมีอายุสั้น มีระบบรากลึก ทนแล้ง ทนโรคและแมลงได้ดี เป็นพืชที่ปลูกง่าย และมีเมล็ดมาก ตัวอย่างพืชเหล่านี้ ได้แก่  ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว ถั่วลาย ปอเทือง ถั่วขอ ถั่วแปบ และโสน เป็นต้น

 

2. ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์

    ปุ๋ยพวกนี้เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการผลิตหรือสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรมจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ได้ตามธรรมชาติ หรือเป็นผลพลอยได้ของโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด
    ปุ๋ยเคมีมีอยู่ 2 ประเภท คือ แม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเดี่ยวพวกหนึ่ง และปุ๋ยผสมอีกพวกหนึ่ง

ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย ได้แก่ ปุ๋ยพวกแอมโมเนียซัลเฟต โพแทสเซียมคลอไรด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมี มีธาตุอาหารปุ๋ยคือ N หรือ P หรือ K เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยหนึ่งหรือสองธาตุ แล้วแต่ชนิดของสารประกอบที่เป็นแม่ปุ๋ยนั้น ๆ มีปริมาณของธาตุอาหารปุ๋ยที่คงที่ เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต มีไนโตรเจน 20% N ส่วนโพแทสเซียมไนเทรต มีไนโตรเจน 13% N และโพแทสเซียม 46% K2O อยู่ร่วมกันสองธาตุ

ปุ๋ยผสม ได้แก่ ปุ๋ยที่มีการนำเอาแม่ปุ๋ยหลายๆ ชนิดมาผสมรวมกัน เพื่อให้ปุ๋ยที่ผสมได้ มีปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร N P และ K ตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ปุ๋ยที่มีสูตรหรือเกรดปุ๋ยเหมาะที่จะใช้กับชนิดพืชและดินที่แตกต่างกัน
     ปุ๋ยผสมนี้จะมีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปเพราะนิยมใช้กันมาก ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำปุ๋ยผสมได้พัฒนาไปไกลมาก สามารถผลิตปุ๋ยผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ มีการปั้นเป็นเม็ดขนาดสม่ำเสมอสะดวกในการใส่ลงไปในไร่นา ปุ๋ยพวกนี้เก็บไว้นาน ๆ จะไม่จับกันเป็นก้อนแข็ง สะดวกแก่การใช้เป็นอย่างยิ่ง

 

สารปรับปรุงดิน

     สารปรับปรุงดิน คือ สารที่ใส่ลงไปในดินแล้วทำให้สภาพทางเคมี ทางกายภาพ และชีวภาพของดินเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
     สารปรับปรุงดินสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. สารปรับปรุงสภาพทางเคมีของดิน
2. สารปรับปรุงสภาพทางกายภาพของดิน
3. สารปรับปรุงดินในการรักษาความชื้น

    ความจำเป็นในการใช้สารปรับปรุงดิน ในแง่ของนักวิชาการพอจะกล่าวได้ว่า สาเหตุที่ต้องใช้สารปรับปรุงดินมี คือ เนื่องจากดินหลายแห่งมีความอุดมสมบูรณ์ และศักยภาพในการผลิตพืชลดลงเป็นอย่างมากทำให้ได้ผลผลิตต่ำ การผลิตของเกษตรกรก็ด้อยผลไม่คุ้มค่า
    ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับศักยภาพการผลิตของดิน เช่น การขาดธาตุอาหาร ความเป็นกรดของดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดินลดลง การชะล้างพังทลายของหน้าดิน
    สำหรับในกรณีแรกนั้นสามารถแก้ไขได้โดยใช้ปุ๋ยเคมีซึ่งมีขายในท้องตลาด และในกรณีอื่นที่เหลือนั้นจำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยใช้สารปรับปรุงดินชนิดต่างๆ ตามความเหมาะสม เช่น การโรยปูนเพื่อการเกษตรเพื่อลดความเป็นกรดของดิน
    ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และการชะล้างพังทลายของหน้าดิน เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขโดยสารและวัสดุปรับปรุงดิน ถ้าไม่มีการแก้ไขแล้วจะเกิดปัญหาของดินในด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ เช่น ดินแน่น การระบายน้ำและอากาศไม่ดี ดินอุ้มน้ำน้อยลงหรือมีการไหลซึมของน้ำฝนไม่ดี ซึ่งจะเป็นผลก่อให้เกิดการไหลบ่าชะล้างหน้าดินหรือเกิดการพังทลายหน้าดิน
     ในแง่ของเกษตรกรใช้สารปรับปรุงดินที่ขายตามท้องตลาดนั้น ก็เป็นผลจากการโฆษณาของผู้จำหน่าย ตัวเกษตรกรเองก็ได้รับข้อมูลข่าวสารด้านนี้ไม่เพียงพอ ก็เชื่อคำโฆษณาบ้าง ก็พยายามไขว่คว้าทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนำมาปรับปรุงดินของตนเองเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น




ที่มา: กรมส่งเสริมการเกษตร
เว็บลิงค์: http://th.wikipedia.org/wiki/ไนโตรเจน, http://th.wikipedia.org/wiki/ฟอสฟอรัส, http://th.wikipedia.org/wiki/โพแทสเซียม
คลิปอาร์ต:
คลิปวิดีโอ: