เพลงพวงมาลัย
กลุ่มสาระ:
01_ภาษาไทย และ ไฟล์ Audio
ระดับชั้น: ประถมศึกษาปีที่ 5

 

          

เพลงพวงมาลัย

           เพลงพวงมาลัย เป็นเพลงร้องพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่นิยมเล่นกันในบริเวณภาคกลาง โดยใช้เป็นเพลงปรับในการเล่นกีฬาพื้นบ้านหลายชนิด และบางถิ่นใช้เป็นเพลงร้องโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกันในกลุ่มหนุ่มสาว ปัจจุบันปรากฏว่าในบางถิ่นยังมีเล่นเพลงชนิดนี้อยู่

       เพลงพวงมาลัย มีกำเนิดมาอย่างไรนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะมีพัฒนาการมาจากความเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนของคนไทย ซึ่งนิยมพูดให้คล้องจองกัน เช่น โกหกพกลม กระจองอแง ล้มหายตายจาก เป็นต้น การพูดเป็นวลีคล้องจองเช่นนี้มีหลักฐานปรากฏในเอกสารเก่าๆ และในหลักศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ถือเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของภาษาไทย – ลาว ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ และถือเป็นการสร้างคำชนิดหนึ่งของภาษาไทย ในปัจจุบันวลีคล้องจองนี้ มีกฎเกณฑ์ในการใช้จำนวนคำอย่างแน่นอนระดับหนึ่ง

         เพลงพวงมาลัย เป็นเพลงร้องพื้นบ้านที่ยังคงมีมีร้องเล่นปรากฏในยุคปัจจุบันที่ ตำบลจระเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีการสืบทอดหลายชั่วอายุคน เกี่ยวกับความเป็นมาของเพลงพวงมาลัยนั้น เกิดขึ้นมานานนับเป็นเวลา 100 ปี และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดวิธีการขับร้อง ทั้งนี้มีการขับร้องที่สืบเนื่องกันมาเป็นเวลานานมาก มีการแพร่หลายไปในพื้นที่บางส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี เกิดขึ้นมาพร้อมกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชน คือ ประเพณีตรุษสงกรานต์ ซึ่งบรรดาหนุ่ม – สาว ผู้ใหญ่ เด็ก ต่างมาร่วมสนุก มีการละเล่นของท้องถิ่น เช่น ไม้หึ่ง ชักกะเย่อ ลูกช่วง เป็นต้น นอกจากจะมีการละเล่นเกิดขึ้นแล้วยังมีการร้องเล่นเพลงพวงมาลัยด้วย จนบางครั้งมีสำนวนพูดติดปากว่า เล่นลูกช่วงพวงมาลัย คือใช้ในการขับร้องเพลงพวงมาลัยเป็นเพลงปรับ เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรับลูกช่วงไม่ได้ เพลงพวงมาลัย ที่เป็นเพลงปรับนี้จะมีลักษณะคำร้องแบบสั้น ๆ ใจความกะทัดรัด ไม่ยาวจนเกินไป ร้องโต้ตอบกันอย่างสนุกสนาน

       นอกจากประเพณีตรุษสงกรานต์แล้ว เพลงพวงมาลัย ยังนิยมขับร้องเพลงพวงมาลัยกันในนาข้าว ไม่ว่าจะเป็นตอนเริ่มหว่านไถ จนถึงการเก็บเกี่ยวนิยมขับร้องเพลงพวงมาลัยเพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงาน แม้ในยุคปัจจุบันชาวชุมชนจระเข้สามพัน อำเภออู่ทอง ยังคงมีการขับร้องเพลงที่มีลักษณะการขับร้องคล้ายกับเพลงพวงมาลัย ในพิธีงานศพ คือเพลงชมพุ่มดอกไม้และมีอยู่แห่งเดียวที่ยังคงมีการอนุรักษ์เพลงแนวนี้อยู่ ดังนั้น จึงนับได้ว่าเพลงพวงมาลัยของชุมชนตำบลจระเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ยังดำรงอยู่ได้เพราะมีพ่อเพลง แม่เพลงที่สืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง จวบจนปัจจุบันยังคงได้มีการถ่ายทอดผู้สนใจในงานต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย

         เพลงพวงมาลัย เป็นเพลงร้องพื้นบ้านที่จัดอยู่ในประเภทเพลงปฏิพากย์ ที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงร้องโต้ตอบปะทะคารมกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเพลงพวงมาลัยจะใช้ถ้อยคำภาษาสุภาพกว่าเพลงปฏิพากย์ชนิดอื่น ๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าลักษณะของการเล่นเพลงที่มิใช่การเล่นเป็นคณะ เป็นอาชีพ ผู้เล่นไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า โดยการผูกเป็นเรื่อง ใหม่ ๆ มาเล่นเหมือนเพลงอาชีพ ที่ต้องผูกเรื่องใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อสนองต่อความต้องการของผู้ชม แต่การเล่นเพลงพวงมาลัยเป็นการเล่นในรูปแบบของการพบกันโดยที่ผู้เล่นไม่รู้จักกันมาก่อน เนื่องจากเป็นการเล่นด้วยความสมัครใจ หรือเป็นการจ้างวานให้มาเล่นในงาน เนื่องจากการเล่นด้วยความสมัครใจ หรือเป็นการจ้างวานให้มาเล่นในงาน ผู้เล่นจึงมีความแปลกหน้าต่อกันการใช้ถ้อยคำจึงต้องสำรวมให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่กล่าวล่วงเกิน จะใช้ภาษาสุภาพน่าฟัง คำสองแง่สองง่ามก็พอจะมีอยู่บ้าง พอให้สนุก เนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่จะเป็นความรู้เกี่ยวกับคดีโลกคดีธรรม และเรื่องทั่วๆ ไปที่อยู่ในความสนใจของชาวบ้านในยุคสมัยที่ผูกพันอยู่กับธรรมชาติแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ และยึดมั่นในศาสนา จารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด

ลักษณะเพลงพวงมาลัย
            1. ประเภทเพลงพวงมาลัย
                เพลงพวงมาลัย ที่พบโดยทั่วไป สามารถจำแนกตามลักษณะคำประพันธ์ได้เป็น 2 ชนิด คือ เพลงพวงมาลัยสั้น หรือเพลงพวงมาลัยเร็วและเพลงพวงมาลัยยาวหรือเพลงพวงมาลัยช้า ซึ่งทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะดังนี้

                1.1 เพลงพวงมาลัยสั้นหรือเพลงพวงมาลัยเร็ว เพลงชนิดนี้มีความยาวของเนื้อร้อง 1 บท อยู่ใน 3 บาท หรือ 6 วรรค วรรคละ 4-7 คำ เพลงพวงมาลัยชนิดนี้เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้เป็นเพลงปรับในการเล่นกีฬาพื้นบ้านในช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์ เพลงที่ร้องมักเป็นเพลงที่ร้องจำกันต่อ ๆ มา หรือเป็นเพลงร้องด้นเฉพาะหน้าที่มีบทสั้นๆ กลอนที่ใช้เล่นเหมือนกลอนเพลงพวงมาลัยยาวเพียงแต่คำจะน้อยกว่าและไม่นิยมกลอนชนิดกลอน ไล เพราะจะลงท้ายกลอนตามเนื้อเรื่องที่ร้องลักษณะของเนื้อร้องที่ร้องเป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเป็นลักษณะว่าโต้ตอบแก้กันบทต่อระหว่างชายหญิง แต่ไม่เล่นเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน เป็นชุด เหมือนเพลงพวงมาลัยชนิดยาวหรือเพลงพวงมาลัยชนิดช้า นิยมร้องเล่นหน้าตรุษสงกรานต์

                1.2. เพลงพวงมาลัยยาวหรือเพลงพวงมาลัยช้า บทหนึ่งมีความยาว 3 บาท หรือ 6 วรรคขึ้นไป บทหนึ่ง ๆ จะยาวเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด เท่าที่พบจากข้อมูลบทหนึ่งมีความยาวถึง 60 กว่า บาท บทที่ร้องยาว ๆ นี้จะพบในการร้องด้นเล่าเรื่อง จำนวนคำในแต่ละวรรคไม่แน่นอนประมาณ 4-8 คำขึ้นไป กลอนที่นิยมเล่นเป็นกลอนหัวเดียวชนิดกลอน ไล เหมือนเพลงปฏิพากย์ยาวกว่าชนิดอื่นทั่วไป เนื้อร้องมักต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันหรือเป็นชุดเหมือนเพลงปฏิพากย์ยาวของภาคกลาง กลอนที่พบมักเป็นกลอนด้น ท่วงทำนองและจังหวะจะช้ากว่าเพลงพวงมาลัยสั้นซึ่งขึ้นอยู่ที่คำในวรรค ถ้ามีจำนวนคำน้อยจังหวะจะช้า ถ้ามีคำมากจังหวะจะเร็วและมีการรวบคำ โดยคำนึงถึงเนื้อความและสาระให้จบความในวรรคเป็นสำคัญ

            2. ลักษณะคำประพันธ์
                แม้เพลงพวงมาลัยทั้งสองชนิดจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในเรื่องจำนวนคำและความยาวสั้นของบทแต่เพลงพวงมาลัยทั้งสองชนิดนี้จะมีฉันทลักษณ์ หรือลักษณะคำประพันธ์ที่เหมือนกัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเพลงพวงมาลัย คือ มักขึ้นต้นด้วยคำว่า “เอ้อระเหยลอยมา ” ซึ่งคำที่ 5 อาจเปลี่ยนเป็นคำอื่นได้ เช่น ล่อง ลั่น พราว มา ไป ลิ่ว ล่อน กล้อน ฯลฯ เป็นต้น และลงท้ายด้วยคำว่า “ เอย ” กลอนที่พบเป็นกลอนหัวเดียวชนิดกลอน ไล เป็นส่วนใหญ่
 
            3. ท่วงทำนองและจังหวะ
                ในด้านท่วงทำนองและจังหวะ เพลงพวงมาลัยเป็นเพลงที่มีทำนองหลักเพียงทำนองเดียวตั้งแต่เริ่มเล่นจนจบ และเป็นเพลงที่มีทำนองช้าต้องอาศัยการเอื้อนเสียงมากจึงทำให้เพลงไพเราะ ส่วนจังหวะจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเพลงเช่น ถ้าเนื้อหาเป็นการด้นเล่าเรื่องหรือเป็นบทชมธรรมชาติจะมีคำในวรรคมาก เมื่อร้องผู้ร้องก็จะร้องให้จังหวะเร็วขึ้นและใช้การรวบคำอันเป็นหนึ่งที่ช่วยสร้างความรู้สึกสนุกสนานให้เกิดในอารมณ์ของผู้ฟัง อันเกิดจากการสัมผัสและเสียงที่กระทบเป็นเสียงสูงๆ ต่ำๆ 
          
วิธีเล่นและวิธีร้อง
         ชายหญิงตั้งวงกลม มีพ่อเพลงและแม่เพลงข้างละ 1 คน นอกนั้นเป็นลูกคู่มีหน้าที่คอยรับและปรบมือให้จังหวะพร้อมกัน คำร้องเป็นการเกี้ยว พาราสีเป็นกลอนสดว่าแก้กัน ฝ่ายใดร้องก็ต้องมารำกลางวง การรับผิดกับเพลงฉ่อย คือ ลูกคู่รับเฉพาะวรรคต้นกับวรรคท้ายตอนจบเท่านั้น การขึ้นเพลงมักขึ้นด้วยคำว่า “เอ้อระเหย….”
        ปัจจุบันการเล่นบนเวทีจัดเป็น 2 ฝ่าย ชาย-หญิง ว่าแก้กันเป็นคู่ การร้อง เป็นท่อนยาว ๆ หลาย ๆ ท่อน หรือเป็นท่อนสั้น ๆ ที่เรียกว่า “เพลงพวงมาลัยหล่น” บางครั้งใช้กลองประกอบ บางครั้งก็ใช้แต่เสียงปรบมือ

ตัวอย่างคำไหว้ครูเพลงมาลัย
      เอ้อระเหยลอยมา                 ยกมือวันทาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ไหว้คุณพระรัตนตรัย                   และเทพไท้อันมีฤทธิ์
ไหว้คุณบิดามารดา                    ที่เลี้ยงลูกมารอดชีวิต
ทั้งคุณครูบาอาจารย์                   ให้ความชำนาญรุ่งเรืองวิทย์
ฉันจะว่าเพลงพวงมาลัย              ขอจงกล่าวได้สมดังจิต
พ่อช่อมะกอกพ่อดอกมะขวิด        ขออย่าให้ติดขัดเลย




ที่มา: http://intranet.m-culture.go.th/suphanburi/mala.html
เว็บลิงค์: http://intranet.m-culture.go.th/suphanburi/mala.html
คลิปอาร์ต:
คลิปวิดีโอ: