11.บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทย
กลุ่มสาระ:

ระดับชั้น: มัธยมศึกษาปีที่ 4

 

บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีผลต่อสังคมไทยในทุกๆ ด้าน เพราะในสมัยก่อนประเทศไทยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ก็ได้ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ด้านการป้องกันและรักษาเอกราชของชาติ
นับตั้งแต่อดีตพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะจอมทัพ เป็นผู้นำในการทำสงครามเพื่อป้องกันบ้านเมืองและขยายอำนาจ เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นผู้นำขับไล่พม่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 และสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชก็ทรงเป็นแม่ทัพในการศึกครั้งสำคัญมาตั้งแต่สมัยธนบุรี สงครามครั้งใหญ่ คือ  สงครามเก้าทัพ  เมื่อปี พ.ศ. 2328  ในสมัยที่ประเทศไทยเผชิญภัยคุกคามจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเป็นผู้นำในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อรักษาเอกราชของชาติ โดยใช้นโยบายทางการทูตสร้างความสัมพันธ์กับราชสำนักต่างชาติเมื่อเผชิญกับความขัดแย้งกับชาติตะวันตก นอกจากนี้ทรงผูกมิตรกับรัสเซีย เพื่อให้รัสเซียช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยกับฝรั่งเศสอีกทางหนึ่ง  และทรงยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ไว้ 
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 และส่งทหารไทยไปยุโรปด้วย  ทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมกับฝ่ายชนะสงคราม ประเทศไทยจึงได้รับประโยชน์จากการตัดสินพระราชหฤทัยของพระองค์ โดยในเวลาต่อมาไทยก็ได้ยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับชาติตะวันตกได้

2.  ด้านการสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย
พระมหากษัตริย์ทรงสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย ซึ่งจัดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชาติไทย โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

1) ด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีสำคัญต่างๆ พระมหากษัตริย์ไทยทรงสร้างสรรค์พระราชพิธีและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติไทยมาตั้งแต่อดีต ทั้งพระราชพิธีที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์โดยตรง เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก วันสำคัญต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา ล้วนแต่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำในการปฏิบัติ

2) ด้านศาสนา พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์และส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน การสังคายนาพระไตรปิฎก การแต่งวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ทรงพระราชนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วง ที่เป็นพื้นฐานความเชื่อและเป็นพื้นฐานให้วรรณคดีอีกหลายเรื่องในเวลาต่อมา หรือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ทรงสนับสนุนให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตร่วมกันแต่งหนังสือเรื่องมหาชาติคำหลวง
นอกจากนี้พระมหากษัตริย์ไทยยังทรงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ราษฎร  และทรงสนับสนุนศาสนาอื่น ๆ ในราชอาณาจักรอีกด้วย

3) ด้านวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต  ในอดีตราชสำนักเป็นศูนย์กลางประเพณีและวัฒนธรรม  ชาวบ้านจะเลียนแบบการประพฤติปฏิบัติของชาววังทั้งการแต่งกาย  อาหาร นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการรับวัฒนธรรมแบบตะวันตกเข้ามา ก่อนที่วัฒนธรรมนี้จะแพร่หลายไปสู่ประชาชน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงปลูกฝังเรื่องชาตินิยม  ให้คนไทยมีความรักและจงรักภักดีต่อ  "ชาติ  ศาสน์  กษัตริย์" ทรงให้คนไทยมีนามสกุล มีการใช้คำนำหน้าเด็ก  สตรี  บุรุษ  ทรงเปลี่ยนการนับเวลาตามแบบสากล 24 นาฬิกา และทรงประดิษฐ์ธงชาติแบบใหม่ เรียกว่า  "ธงไตรรงค์"  เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆเกิดขึ้นมากช่วงหนึ่งของประเทศไทย

3. ด้านศิลปกรรม
ชาติไทยมีศิลปกรรมที่งดงาม และเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติอย่างหนึ่ง การพัฒนาด้านศิลปกรรมของชาติตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ของไทยแทบทุกพระองค์ต่างก็ทรงมีบทบาทในการพัฒนาศิลปกรรมของไทยทั้งสิ้น โดยแบ่งเป็นศิลปกรรมในด้านต่างๆ ดังนี้

1) ด้านวรรณกรรม  พระมหากษัตริย์ไทย และพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยหลายพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถทางการประพันธ์ ทรงพระราชนิพนธ์งานประพันธ์ต่างๆ มากมายหลายเรื่อง ทำให้ชาติไทยมีวรรณคดีและวรรณกรรมที่ไพเราะ งดงาม แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นชาติ และเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เช่น รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา  รัชกาลที่ 5  ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง  เงาะป่า รัชกาลที่ 6  ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมมากมาย  เช่น  เทศนาเสือป่า มัทนะพาธา  รวมทั้งทรงแปลบทละครของวิเลียม เชกส-เปียร์  เช่น  เวนิสวานิช  โรมิโอและจูเลียต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย-เดช  ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก  ทรงแปลเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ  เป็นต้น

2) ด้านสถาปัตยกรรม  ประติมากรรม  และจิตรกรรม  ผลงานด้านสถาปัตยกรรมที่พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์โปรดเกล้า ฯ  ให้สร้างขึ้นมีอยู่มากมาย  เช่น ในสมัยรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเป็นสมบัติของชาติมาถึงปัจจุบัน  โดยโปรดให้ถ่ายแบบพระบรมมหาราชวังที่กรุงศรีอยุธยามาสร้าง  เช่น  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นต้น
งานประติมากรรมส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยการที่พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปเพื่อประดิษฐานไว้ในวัดสำคัญต่างๆ  เช่น  รัชกาลที่ 2  โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระพุทธธรรมิศราชโลกธาตุดิลก  พระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม  พระองค์ยังทรงแสดงพระปรีชาสามารถในด้านการปฏิมากรรมด้วยการปั้นพระพักตร์ของพระพุทธรูปด้วยพระองค์เอง  รัชกาลที่ 9  โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระพุทธรูปบางประทานพร  ภ.ป.ร. เป็นต้น
ในด้านจิตรกรรม พระมหากษัตริย์ไทยก็ทรงอุปถัมภ์งานศิลป์ในด้านจิตรกรรมมาตลอด  เช่น  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้า ฯ ให้ช่างเขียนเขียนสมุดภาพไตรภูมิ  เพื่อเตือนใจไพร่ฟ้าประชาชนให้ประกอบคุณความดี และละเว้นจากการทำความชั่ว  รัชกาลที่ 3  ทรงให้การส่งเสริมช่างฝีมือชาติต่างๆ  งานจิตรกรรมในสมัยของพระองค์จึงมีการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมด้วย  รวมทั้งรัชกาลที่ 9  ทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์  ซึ่งมีทั้งแบบเหมือนจริง(Realism)  แบบเอกซ์เพรสชันนิซึม (Expressionism)  และแบบนามธรรม(Abstractionism) พระมหากษัตริย์ไทยจึงทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศิลปะด้านต่างๆของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

3)  ด้านนาฏกรรมและการดนตรี  นาฏกรรมของไทยเริ่มมีแบบแผนขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โดยได้รับอิทธิพลมาจากละครหลวงของเขมรและโปรดให้มีการเล่นดึกดำบรรพ์ (ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นการแสดงโขน) จนกระทั่งถึงในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดการเล่นละครอย่างมาก จึงทรงส่งเสริมการละครจนมีความเจริญรุ่งเรือง
ครั้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าใน พ.ศ. 2310  การละครไทยเสื่อมโทรมจนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์  ในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงฟื้นฟูท่ารำอย่างโบราณทั้งโขนและละคร  และปรับปรุงท่ารำต่าง ๆ ด้วยพระองค์เอง  ทรงส่งเสริมการละคร  ซึ่งกลายเป็นต้นแบบทางการละครที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ในด้านการดนตรี  รัชกาลที่ 2  ทรงชำนาญการเล่นซอสามสาย  ได้พระราชนิพนธ์เพลง  “บุหลันลอยเลื่อน”  หรือ  “บุหลันลอยฟ้า” ด้วยซอสายฟ้าฟาดของพระองค์ ในสมัยรัชกาลที่ 7  ก็ได้พระราชนิพนธ์เพลง คลื่นกระทบฝั่ง เขมรลออองค์ และราตรีประดับดาว  จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 9  พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านการดนตรีเป็นอย่างมาก ได้พระราชนิพนธ์เพลงไว้จำนวนมาก  เช่น  ชะตาชีวิต  ยามเย็น  ใกล้รุ่ง  สายฝน  เป็นต้น

ตลอดระยะเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์ไทยจะเห็นได้ว่าไทยเป็นชนชาติที่มีพระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทเป็นผู้นำในการสร้างความมั่นคงในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาชาติไทยในเวลาต่อมา
 




ที่มา: http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2751
เว็บลิงค์:
คลิปอาร์ต:
คลิปวิดีโอ: