สรุป 7 งานวิจัยและเคลื่อนไหวเล็กๆ ในปี 2018
แต่สำคัญสำหรับโลกการศึกษา

• 7 เรื่องในโลกของการศึกษา ตลอดปี 2018 ที่รวบรวมโดยเว็บไซต์ Edutopia
• งานวิจัยที่น่าสนใจของปีนี้มีทั้งเรื่องเทคโนโลยี แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็ก และยังมีงานศึกษาที่เกี่ยวกับครูอีกด้วย
• หลายๆ เรื่องสามารถประยุกต์ใช้ได้ในห้องเรียน เช่น การตกแต่งห้องเรียน วิธีที่ทำให้นักเรียนจำได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

            เว็บไซต์  Edutopia  ได้รวบรวมงานวิจัยด้านการศึกษาที่น่าสนใจ  และกระตุกความคิด  ที่ผ่านมาในปี 2018 โดยครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีใหม่  ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาระหว่างสีผิว  การกลับไปสำรวจแนวคิดยอดนิยมอย่าง  รูปแบบการเรียนรู้  แบบทดสอบมาร์ชเมลโลว์   และวิธีคิดแบบเติบโต  เช่นเดียวกับการวิจัยในโลกฝั่งครูที่ชี้ให้เห็นว่า การเน้นด้านวิชาการอย่างเดียวไม่เพียงพอเท่ากับการคิดถึงความเป็นอยู่ของนักเรียนและครูด้วย

มาดูกันว่า ปี 2018 นี้มีอะไรในโลกของการศึกษาบ้าง

1. Back to basic ไอเดียห้องเรียนง่ายๆ แต่ได้ประสิทธิภาพ

            แค่เปลี่ยนแปลงห้องเรียนเล็กน้อย  กลับให้ประโยชน์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ  มีผลการศึกษาพบว่า  การต้อนรับนักเรียนตั้งแต่ประตูห้องเรียนส่งผลดีทั้งด้านจิตใจและวิชาการ ทำให้เด็กๆ เข้าเรียนเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์  แถมพฤติกรรมก่อกวนในห้องยังลดลงอีก 9 เปอร์เซ็นต์  อีกการศึกษาหนึ่งยังพบว่า ห้องเรียนที่ตกแต่งผนังแบบจัดเต็มจะทำให้นักเรียนสนใจและจดจำได้น้อยลง ส่วนห้องเรียนที่ผสมผสานสื่อการเรียนการสอน โปสเตอร์สร้างแรงบันดาลใจ และผลงานของนักเรียนจะสร้างความรู้สึกอบอุ่นและมีชีวิตชีวามากขึ้น

2. เทคโนโลยีแอบดูสมองนักเรียน

            นักวิจัยให้ใช้เทคโนโลยีตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ทำให้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของเด็ก  ขณะเรียนได้ผ่านเครื่อง fMRI (functional Magnetic Resonance Imaging)  fMRI  เป็นการใช้เทคโนโลยี MRI วัดระดับการทำงานและการเปลี่ยนแปลงของสมอง   เพื่อพิสูจน์ว่ายิ่งทักษะการอ่านแข็งแรง  พื้นที่ต่างๆ ในสมองจะปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น  และสามารถพัฒนาทักษะได้จากการอ่านออกเสียง   หรือฟังคนอื่นอ่านขณะมองดูตัวอักษรบนหน้าหนังสือ นอกจากนี้ ยังใช้ MRI ศึกษาเครือข่ายสมอง   (brain networks)   ที่เกี่ยวข้องกับบันทึกการประมวลผล  ในเด็กก่อนวัยเรียน  ขณะที่ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง   ทั้งหนังสือที่มีและไม่มีภาพประกอบ รวมถึงให้เด็กๆ ดูวิดีโอแอนิเมชั่น ก่อนดูความเชื่อมโยงของเครือข่ายสมอง ผลคือหนังสือภาพชนะขาดลอย

3. ตั้งคำถามกับงานวิจัยยอดนิยม

            นักวิจัยหลายคนเริ่มกลับไปตั้งคำถามกับผลการศึกษาสุดฮิตอย่าง รูปแบบการเรียนรู้ (learning styles) กรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset)  และแบบทดสอบมาร์ชเมลโลว์ สำหรับเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ นักวิจัยไม่พบประโยชน์ใดจากการจับคู่รูปแบบการเรียนตามความรับรู้ของเด็กๆ ครูจึงควรหันมาใช้วิธีที่เชื่อถือได้จริงและได้รับการพิสูจน์ชัดเจนแล้ว เช่น การผสมผสานเนื้อหากับภาพ ซึ่งได้ผลดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

            มีผลการศึกษากว่า 150 ชิ้นที่ตั้งคำถามกับแนวคิดของ แครอล ดเว็ค (Carol Dweck) เรื่องวิธีคิดแบบเติบโต (growth mindset) ที่อธิบายว่าสติปัญญาของนักเรียน  สามารถกำหนดความสำเร็จในอนาคตได้  ปีนี้นักวิจัยพบว่า วิธีคิดแบบเติบโตกลับมีผลต่อความสำเร็จของนักเรียนแค่เล็กน้อย  แม้ระดับรายได้และผลด้านวิชาการจะบอกถึงการพัฒนา แต่แนวทางนี้อาจช่วยคนได้ไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

            แม้แบบทดสอบมาร์ชเมลโลว์ของ  วอลเตอร์ มิชเชล  (Walter Mischel)  ทดสอบความสามารถในการควบคุมตัวเอง  (ที่จะไม่กินมาร์ชเมลโลว์ตรงหน้าของเด็กๆ)  ซึ่งจะทำให้เห็นความสำคัญของทักษะด้านพฤติกรรม  (non-cognitive skills) มากขึ้น  แต่ผลวิจัยใหม่กลับพบช่องโหว่ในการทดลองนี้  คือเด็กที่เข้าร่วมมักมาจากครอบครัวมีฐานะดี และที่ทนได้มากกว่าไม่ใช่เพราะการควบคุมตัวเองแต่รู้ที่บ้านมีมาร์ชเมลโลว์รออยู่เต็มโหล

4. บทลงโทษที่เหลื่อมล้ำระหว่างสีผิว

            ผลการวิจัยในปีนี้พบว่า 40 เปอร์เซ็นต์  ของเด็กชายผิวดำที่เกิดในปี  1998-2000  และเข้าเรียนในหลายเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกาถูกพักการเรียนหรือไล่ออกตอนอายุ 9 ขวบ  แต่เด็กชายผิวขาวที่ไม่มีเชื้อสายฮิสแปนิค หรือ เชื้อสายอื่นกลับมีเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น   การวิจัยยังพบว่า  ความแตกต่างนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านระเบียบวิจัยของโรงเรียน   และวิธีคิดของครูมากกว่าความประพฤติของนักเรียน   และแนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งจากอคติ  โดยนัย  (implicit bias)
โดยพฤติกรรมไม่ดีของเด็กชายผิวดำมักถูกมองว่าแย่กว่าเด็กชายผิวขาว

5. ยิ่งพลาดยิ่งเรียนรู้

            เมื่อต้นปีได้มีการถกเถียงกันในเรื่องของ การศึกษา ที่จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียน มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา   ทำให้เราเข้าใจหลักสูตรได้ดีมากขึ้น   โดยมีงานวิจัยพบว่า เมื่อให้นักเรียนเดาคำตอบและได้รู้ผลว่าใกล้เคียงคำตอบที่ถูกต้องแค่ไหนจะยิ่งทำให้จำได้ง่ายกว่าการพยายามจดจำข้อมูลแบบธรรมดา เมื่อพยายามจำคำศัพท์แบบทั่วไป ผู้เข้าร่วมการวิจัยจำคำได้กว่าครึ่ง แต่เมื่อใช้การเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก เดาศัพท์ที่น่าจะเป็น ก่อนได้รับผลตอบรับ ผลคือพวกเขาจำได้มากถึง 8 จาก 10 คำ

6. ชีวิตครูดี ชีวิตเด็กก็ดีตาม

            รายได้ต่ำ กับ นักเรียนล้นห้อง กระทบสุขภาพ และความพอใจ ในการทำงานของครูอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาใหม่พบว่า ครูประถม 93  เปอร์เซ็นต์  มีระดับความเครียดสูง ครูหลายคนบอกว่ารู้สึก “อ่อนเพลียทางอารมณ์” ที่ต้องจัดการความต้องการของนักเรียนและทำให้ผลการเรียนดีขึ้น

            ปีนี้มี ครู จากหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา ร่วมประท้วงเพื่อเรียกร้องเงื่อนไข การทำงานที่ดีขึ้น กว่า 20 ปี ที่ผ่านมา เงินเดือนครูลดลง 2.3 เปอร์เซ็นต์  (ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ) ขณะที่เงินเดือนของบัณฑิตจบใหม่ เพิ่มขึ้น 10.2 เปอร์เซ็นต์  ถึงอย่างนั้นครูก็ยังต้องควักเนื้อ 479 ดอลลาร์จ่ายค่าอุปกรณ์ในห้องเรียน และส่วนใหญ่คิดว่าต้องหารายได้เสริม

7. เน้นพฤติกรรมมากกว่าคะแนนสอบ

            จากผลการศึกษาโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียน  ชั้น ม.3  (เกรด 9)  574,000 คน เข้าร่วมแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมของนักเรียนสามารถใช้คาดการณ์ความสำเร็จในอนาคตได้มากกว่าคะแนนสอบ เมื่อวัดจากหลายปัจจัยเช่น การเข้าเรียนและการพักการเรียนพบว่า ครูที่ช่วยนักเรียนพัฒนาความประพฤติจะทำให้ระดับการสำเร็จการศึกษาของนักเรียนและเกรดโดยเฉลี่ยมากกว่าครูที่เอาแต่สนคะแนนสอบเท่านั้นถึง 10 เท่า

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : เว็บไซต์ The Potential โดย ลีน่าร์ กาซอ